ข่าวสารกรุงเทพฯ

ณพ ณรงค์เดช: ชี้แจงความบริสุทธิ์ หลังตุลาการไทยให้ชนะคดีโกงเจ้าหนี้ “นพพร ศุภพิพัฒน์” แม้แพ้ในศาลอังกฤษ


ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ,

ณพ ณรงค์เดช นักธุรกิจชื่อดัง แถลงข่าว ณ บ้านบุณยะจินดา เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2566

  • Author, ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล
  • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

“เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นจากการที่ผมไปซื้อหุ้นบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง (WEH) จากนายนพพร ซึ่งหลบหนีออกนอกประเทศไทยจากการเป็นผู้ต้องหา และหนีคดีอาญา เรื่องทำร้ายร่างกาย และหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น ซึ่งมีการกระทำผิดมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวเนื่องด้วย”

นี่คือท่อนหนึ่งจากการเปิดใจครั้งแรกในรอบหลายเดือนของ ณพ ณรงค์เดช นักธุรกิจชื่อดัง ณ บ้านบุณยะจินดา ในกรุงเทพฯ ที่ร่วมตั้งโต๊ะแถลงร่วมกับคุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา และ วีระวงค์ จิตต์มิตรภาพ มือกฎหมายที่ปรึกษาของณพ

การเปิดใจของทั้งสามเป็นเวลาราว 2 ชั่วโมง มีขึ้นหลังชัยชนะในทุกคดีตลอด 6 ปีในชั้นศาลไทย แต่พ่ายแพ้คดีในศาลพาณิชย์ของอังกฤษ เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2566 ฐานสมคบกันชักจูงใจด้วยข้อมูลลวงให้นายนพพร ศุภพิพัฒน์ ขายหุ้น WEH ให้ โดยศาลชั้นต้นในอังกฤษมีคำพิพากษา ให้ฝ่ายจำเลยชดใช้เงิน 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 30,000 ล้านบาท แก่ นายนพพร ศุภพิพัฒน์ ผู้ก่อตั้งและอดีต CEO ของ WEH

ทั้งนี้ วีระวงค์ อดีตกรรมการบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลอังกฤษ และตั้งคำถามต่อการวินิจฉัยของ นีล แคลเวอร์ ผู้พิพากษาศาลพาณิชย์อังกฤษว่า “แปลก” อีกทั้งตัดสินด้วย “ข้อเท็จจริงที่ผิด มันจะยุติธรรมได้อย่างไร” รวมถึงศาลอังกฤษ “ไม่เข้าใจ (มาตรา) 112 ของเรา”

เพราะต่อมาในวันที่ 31 ต.ค 2566 “คำพิพากษาของศาลอังกฤษที่ได้ใช้กฎหมายไทยนี้ ได้ถูกศาลแขวงพระนครใต้ของไทย ‘ตัดสินกลับ’… ในคดีที่นายนพพรได้ฟ้องผมและพวก เป็นคดีอาญาว่า ‘โกงเจ้าหนี้’ โดยศาลไทยได้มีคำพิพากษาว่าไม่มีการโกงเจ้าหนี้ ให้ ‘ยกฟ้อง’” ณพ เปิดเผยกลางการแถลงข่าววันนี้

บีบีซีไทย สอบถามไปที่ศาลแขวงพระนครใต้ ณ วันที่ 2 พ.ย. 2566 ว่า ผู้พิพากษาตัดสินตามที่ ณพ กล่าวถึงหรือไม่ และได้คำตอบกลับมาเพียงว่า “ตามที่เขาว่า” เนื่องจากเอกสารและรายละเอียด ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในเวลานี้

“คุณ (ศาลอังกฤษ) บอกโกงเจ้าหนี้ ศาลไทยบอกไม่โกงเจ้าหนี้ แบบนี้ คดีที่อังกฤษจึงหมดความน่าเชื่อถือไป” วีระวงค์ เสริม แต่ก็ยอมรับว่า แม้คำพิพากษาศาลอังกฤษไม่มีผลในไทย แต่จะมีผลกับทรัพย์สินของจำเลย คือ ณพ และพวก รวม 14 ราย ในต่างประเทศ ที่สามารถบังคับคดียึดตามคำพิพากษาของศาลอังกฤษได้

ที่มาของภาพ, Handout

คำบรรยายภาพ,

“ผมขอขอบคุณระบบกฎหมายอังกฤษ และมิตรสหายผู้ภักดี รวมทั้งบรรดาที่ปรึกษาที่ช่วยให้ผมผ่านเรื่องราวในบทนี้ไปได้” นายนพพร ตอบบีบีซีไทยผ่านอีเมล เมื่อสอบถามถึงความรู้สึกหลังชนะคดีตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค.

ต่อมา บีบีซีไทยได้สอบถาม นพพร ศุภพิพัฒน์ ต่อการแถลงชัยชนะในคดีความที่ศาลไทยของณพ พร้อมไม่ยอมรับคำตัดสินผู้พิพากษาศาลอังกฤษ เขายืนกรานว่า ณพ “โกหก”

“คดีนี้ (คดีไทยเมื่อ 31 ต.ค.) ยังไม่ถึงที่สุด เราจะอุทธรณ์คดีนี้ ขณะที่ คดีที่อังกฤษ ถึงที่สุดแล้ว ศาลตัดสินว่านายณพโกง เอามาเทียบกันไม่ได้ การที่นายณพยืนยันว่าตัวเองบริสุทธิ์ เป็นการโกหกคำโต โกหกซ้ำซาก” นพพร บอกบีบีซีไทย พร้อมระบุว่า จะมีการออกแถลงการณ์ชี้แจงในเรื่องนี้ ในอนาคตอันใกล้

ศาลอังกฤษใช้ “ระบบอาณานิคม”

ย้อนไปเมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2566 ผู้พิพากษาศาลพาณิชย์อังกฤษ ตัดสินว่า ณพและพวก (ยกเว้น จำเลยที่ 5,10 และ 11) ร่วมกันกระทำละเมิดโดยมิชอบและต้องรับผิดร่วมกันตามมาตรา 432 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย และสั่งให้ชดใช้ความเสียหายรวมกัน ทั้งเงินค้างชำระและดอกเบี้ย รวมกันเป็นมูลค่า 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากที่ นพพร ฟ้องเรียกไป 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นคำตัดสินหลังการพิจารณาคดีที่ยาวนานถึง 9 ปี

แม้จะบังคับคดีในไทยไม่ได้ แต่ นพพร ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยในภายหลังว่า ศาลฮ่องกงได้ออกคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราว ตามคำร้องของเขา ต่อ โกลเด้น มิวสิค ลิมิเต็ด (GML) ซึ่งเป็นหนึ่งในสองผู้ถือหุ้นใหญ่ของ WEH พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ศาลจะให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในอนาคต

“ผมเชื่อว่ามูลค่าของโกลเด้น มิวสิค น่าจะอยู่ที่ประมาณ 20,000 ล้านบาท เพราะถือหุ้น WEH อยู่ราว 40% ส่วนบริษัทที่อยู่ใน BVI, เดลาแวร์ และ เบลิทซ์ มูลค่ารวมกันแล้วราว 2,000 ล้านบาท” นพพร ระบุ

ที่มาของภาพ, HANDOUT/NICK SUPHIPAT/ประชาชาติธุรกิจ

คำบรรยายภาพ,

นพพร ศุภพิพัฒน์ (ซ้าย) และ ณพ ณรงค์เดช (ขวา)

บีบีซีไทย เคยสอบถาม กนกนัย ถาวรพานิช อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่องการบังคับคำพิพากษาของศาลอังกฤษนอกประเทศไทย และได้รับคำอธิบายว่า “จำเลยคือ ณพ และพวก มีทรัพย์สินในอังกฤษไหม ถ้ามี ก็บังคับคำพิพากษาในอังกฤษได้ เป็นอันจบ”

บีบีซีไทย สอบถามถึงความเคลื่อนไหวของนพพร ที่นำคำพิพากษาศาลอังกฤษพยายามไปบังคับใช้ในฮ่องกง ว่าจะดำเนินการอย่างไร วีระวงค์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ ณพ ตอบเพียงว่า “คนเรามันก็เก่งและเชี่ยวชาญต่างกันไป แต่ในไทยมันจบแล้ว เขาไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับประเทศไทย” แต่ไม่ได้ตอบถึงประเด็นที่ นพพร กล่าวไว้

สำหรับ วีระวงค์ ที่เป็นมือกฎหมายชื่อดัง และกรรมการบริษัทหลายแห่งในไทย รวมถึงอดีตกรรมการ เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ยอมรับว่า การถูกตัดสินว่ามีความผิดเช่นนี้ “เป็นครั้งแรกที่โดนในชีวิต… ทำให้เราเสียหาย ฟ้องผมที่อังกฤษด้วย”

ในฐานะที่เขาขึ้นชี้แจงต่อศาลพาณิชย์อังกฤษมาแล้ว เขาอธิบายถึงกระบวนการอันยุ่งยาก ยาวนาน และค่าใช้จ่ายสูง เพราะ “หลักฐานทั้งหมดอยู่ในไทย” และกฎหมายต่อคดีนี้ตามหลักสากลก็ “ใช้กฎหมายไทย”

แต่ผู้พิพากษาศาลอังกฤษ “ไม่เข้าใจ” ถึงหลักกฎหมายไทย โดยยกตัวอย่างคำให้การของพยาน คือ ภานุ โชติประสิทธิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ยืนกรานว่า “ไทยพาณิชย์ไม่ให้กู้แน่นอน” แก่ นพพร ที่เป็นผู้ต้องหาหนีคดีทางอาญา ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกาย หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น และการกระทำผิดตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ว่าด้วยการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ,

“คุณบอกโกงเจ้าหนี้ ศาลไทยบอกไม่โกงเจ้าหนี้ แบบนี้ คดีที่อังกฤษจึงหมดความน่าเชื่อถือไป” วีระวงค์ กล่าว พร้อมระบุว่า “เขาไม่มีอะไรจะเสีย” จากการวิจารณ์ระบบตุลาการอังกฤษ

ศาลไทย VS ศาลอังกฤษ

วีระวงค์ อธิบายหลักการพิจารณาของศาลแขวงพระนครใต้ อ้างอิงตามคำพิพากษาคดี “โกงหุ้น” (ที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ) โดยบีบีซีไทย สรุปใจความสำคัญได้ ดังนี้

  • หนึ่ง ฝ่ายโจทย์ (บริษัท 3 แห่งของนพพร) ไม่มีการกล่าวถึงข้อเท็จจริงว่าถูกกล่าวหาว่า มีการกระทำความผิดตามมาตรา 112 ที่ทำให้เกิดปัญหาในการปล่อยสินเชื่อของไทยพาณิชย์
  • สอง การโอนหุ้น REC (หรือ KPNET ที่ถือหุ้น WEH 59.45%) ไปให้ตัวแทนของคุณหญิงกอแก้ว และ ดร.เกษม ณรงค์เดช (บิดาของณพ) ไม่ได้มี “เจตนาพิเศษ” ตามที่ศาลอังกฤษตีความว่า เป็นพฤติการณ์เพื่อจะโกงหนี้นายนพพร แต่ในข้อเท็จจริง มันเป็น “การกระทำที่มีเหตุจำเป็น” ที่มีผลสืบเนื่องจาก “คุณสมบัติด่างพร้อยของนพพร” ที่ทำให้การดำเนินธุรกิจของ WEH เกิดอุปสรรคด้านทุน จนส่งผลเสียต่อมูลค่าทรัพย์สินที่ลงไปแล้ว เป็นเหตุให้ธนาคารไทยพาณิชย์ไม่สามารถปล่อยสินเชื่อได้
  • สาม นพพร ฟ้องคดีแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายจาก ณพ และพวก ต่อมา นพพร ฟ้องความผิดอาญาฐาน “โกงเจ้าหนี้” ตามมาตรา 350 ของประมวลกฎหมายไทย ซึ่งในทางปฏิบัติ จะต้องพักคดีทางแพ่งไว้ก่อน ระหว่างการพิจารณาคดีอาญา แต่ฝ่ายนพพร นำ “คดีแพ่งไปฟ้องที่ศาลอังกฤษ ทั้งที่คดีอาญาคาอยู่ที่เมืองไทย” แล้วยังฟ้องธนาคารไทยพาณิชย์ และนายอาทิตย์ นันทวิทยา อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารไทยพาณิชย์ ทำให้จำเป็นต้องไปต่อสู้คดีในอังกฤษ (ต่อมา ศาลอังกฤษยกฟ้องไทยพาณิชย์ และนายอาทิตย์)

ที่มาของภาพ, Handout

อย่างไรก็ดี ผู้พิพากษาศาลอังกฤษ ให้เหตุผลกรณีการโอนหุ้นเป็นทอด ๆ ว่า “ในประเด็นการเคลื่อนย้าย ปกปิด หรือโอนทรัพย์ให้ผู้อื่นด้วยความจงใจที่จะสกัดกั้นไม่ให้เจ้าหนี้ได้รับการชำระหนี้นั้น ศาลเห็นว่า เรื่องนี้เป็นแผนการยักยอกทรัพย์สินที่ดำเนินการโดยจำเลยที่เกี่ยวข้องซึ่งถือว่าเป็นความผิดตามมาตรา 350 ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นการขัดขวางไม่ให้บริษัทต่าง ๆ ของนายนพพร ได้รับการชำระเงินในฐานะเจ้าหนี้ของบริษัทต่าง ๆ ของนายณพ จากข้อเท็จจริงที่ศาลพบ เป็นมุมที่ตื้นเขินเกินไปที่มองว่าการโอนหุ้นกรณีเกษมเป็นเรื่องแยกส่วนจากการโอนต่อ ๆ มา”

“ทำไมเราต้องไปต่อสู้คดี ทำไมการฟ้องคดีที่อังกฤษ ถึงทรมานขนาดนี้ ไม่เป็นธรรมขนาดนี้… เราใช้จ่ายในการต่อสู้คดี หวังความเป็นธรรม แต่สิ่งที่ได้มามันก็งงอยู่” วีระวงค์ ระบุ

เขายังตั้งคำถามว่า การพิจารณา “รับฟ้องคดี” ของศาลอังกฤษ เหมือนยึดระบบอาณานิคมอยู่ จากการ “ใช้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตแบบนี้ ซึ่งมันไม่ถูกต้อง” ทั้งที่จำเลยมี 17 ราย แต่มีชาวสหราชอาณาจักรเพียงคนเดียว

กนกนัย ถาวรพานิช จากศูนย์กฎหมายพาณิชย์ และศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ มธ. เคยอธิบายกับบีบีซีไทย ถึงคำพิพากษาของศาลอังกฤษว่า การตีความขอบเขตอำนาจของศาลพาณิชย์อังกฤษ ยึดตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งของอังกฤษ แต่น่าสนใจที่ ใช้กฎหมายสารบัญญัติของไทยเป็นหลักเพื่อพิจารณาคดี

“ศาลของแต่ละประเทศ อาจใช้กฎหมายของต่างประเทศในศาลได้” อาจารย์นิติศาสตร์ มธ. กล่าว โดยศาลจะยึดหลักกฎหมายของประเทศที่มีความใกล้ชิดกับข้อเท็จจริง-ข้อพิพาทมากกว่า ซึ่งในกรณีนี้ “อาจไม่เหมาะเอากฎหมายอังกฤษมาตัดสินคดี เพราะโจทก์-จำเลยส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทย เกิดในไทย แต่มาฟ้องในอังกฤษ”

แน่นอนว่า ผู้พิพากษาศาลพาณิชย์อังกฤษ ไม่มีความเชี่ยวชาญในกฎหมายไทยอย่างลึกซึ้ง วิธีการที่ใช้พิจารณาคดี คือการให้ฝั่งโจทก์และจำเลย ตั้ง “พยานผู้เชี่ยวชาญ” ขึ้นให้การในชั้นศาล

แต่กระบวนการเช่นนี้ มีความเสี่ยงเชิงการตีความ หากต้องนำคำพิพากษากลับมาบังคับคดีที่ “ศาลปลายทาง” คือศาลไทย เพราะผู้พิพากษาอาจวินิจฉัยว่า “ศาลอังกฤษเข้าใจกฎหมายผิดไป” และปฏิเสธการบังคับคดีได้

6 ปีชนะทุกคดี ยืนยัน “ความบริสุทธิ์”

ที่มาของภาพ, Handout

คำบรรยายภาพ,

คดีความระหว่าง ครอบครัวณรงค์เดช กับ ณพและพวก

คดีความเรื่องหุ้นของ WEH ไม่เพียงเป็นมหากาพย์ทางกฎหมาย ระหว่าง นพพร ศุภพิพัฒน์ และณพ ณรงค์เดช เท่านั้น แต่ยังกลายเป็นศึกภายในของตระกูลณรงค์เดช ระหว่าง ณพ กับ เกษม ณรงค์เดช (บิดา) กฤษณ์ (พี่ชาย) และ กรณ์ (น้องคนเล็ก)

ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา เกิดการฟ้องร้องกันถึง 5 คดี ซึ่ง ณพ-คุณหญิงกอแก้ว ระบุว่า “เลือกที่จะไม่ตอบโต้” เพื่อรอศาลพิพากษาให้ครบทุกคดี ซึ่งผลปรากฏคือ คำพิพากษาชนะในทุกคดี ดังนี้

คดีที่ 1 – คดีฮ่องกง HCA 1525/2018 (ศาลเขตปกครองพิเศษฮ่องกง)

เกษม ณรงค์เดช เป็นโจทก์ ฟ้องโกลเด้น มิวสิค ลิมิเต็ด จำกัด (จำเลยที่ 1) ณพ ณรงค์เดช (จำเลยที่ 2) คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา (จำเลยที่ 3) เรื่องละเมิดและขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เมื่อ 2561

คำพิพากษา: อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง โดยให้ชำระค่าใช้จ่ายในอัตราสูงสุด ให้แก่จำเลย

คดีที่ 2 – คดีใช้เอกสารปลอม อ.2497/2561 (ศาลอาญา รัชดา)

เกษม ณรงค์เดช เป็นโจทก์ อ้างว่าตนเองในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท โกลเด้น มิวสิค ลิมิเต็ด จำกัด ฟ้องคุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา (จำเลยที่ 1) ณพ ณรงค์เดช (จำเลยที่ 2) และสุรัตน์ จิรจรัสพร จำเลยที่ 3 เรื่องความผิดเกี่ยวกับเอกสาร เมื่อปี 2561

คำพิพากษา: ยกฟ้อง พยานผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบมีความเห็น “ยันกัน” จนหาข้อยุติไม่ได้ และลายมือชื่อไม่ได้ผิดแผกแตกต่างให้เห็นชัดเจนว่าเป็นลายมือชื่อปลอม เงินช่วยเหลือจากครอบครัวก็เป็นเงินกู้ยืม ซึ่ง ณพ รับผิดชอบภาระหนี้และการบริหารจัดการคนเดียว จึงไม่ใช่การร่วมลงทุนในความหมายของกฎหมาย

คดีที่ 3 – คดีเรียกทรัพย์คืน พ.1031/2562 (ศาลแพ่งกรุงเทพใต้)

เกษม ณรงค์เดช เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย 14 คน และมีจำเลยร่วมอีก 31 คน เมื่อปี 2562 เรื่องให้เรียกทรัพย์คืน (หุ้นบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด)

คำพิพากษา: โจทก์ขอถอนฟ้อง เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2566 ซึ่งเรื่องนี้ โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง หลังจากที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเพิกถอนการอายัดเงินปันผลของบริษัท WEH โดยให้เหตุผลชัดเจนว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง แม้หากฟังว่า เกษม ให้หุ้นดังกล่าวแก่ ณพ การเรียกคืนจะต้องปรากฏว่า ณพ ประพฤติเนรคุณ แต่ไม่ปรากฏเหตุว่า ประพฤติเนรคุณ

คดีที่ 4 – คดีผิดสัญญา เรียกทรัพย์คืน พ.978/2565 (ศาลแพ่งกรุงเทพใต้)

กฤษณ์ และกรณ์ ณรงค์เดช เป็นโจทก์ร่วมฟ้อง ณพ ณรงค์เดช (จำเลยที่ 1) บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด (จำเลยที่ 2) บริษัท โกลเด้น มิวสิค ลิมิเต็ด จำกัด (จำเลยที่ 3) และคุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา (จำเลยที่ 4) เมื่อปี 2565 เรื่องสัญญาเพิกถอนนิติกรรม เรียกทรัพย์คืน

คำพิพากษา: ยกฟ้อง โจทก์ทั้งสองไม่สามารถนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่า เอกสารดังกล่าวในการโอนหุ้นไม่เป็นเอกสารที่แท้จริง หรือเป็นพยานเอกสารที่รับฟังไม่ได้เพราะเหตุใด ข้อกล่าวอ้างต่าง ๆ เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างข้อสันนิษฐานกฎหมาย

คดีที่ 5 – คดีปลอมลายเซ็น อ.1708/2564 (ศาลอาญากรุงเทพใต้)

คดีที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1) เป็นโจทก์ฟ้อง ณพ ณรงค์เดช กับพวกรวม 3 คน เมื่อปี 2564 ในฐานความผิด ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารสิทธิปลอม ร่วมกันปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอม

คำพิพากษา: ยกฟ้อง ศาลใช้ดุลพินิจรับฟังว่า เอกสารทั้ง 6 ฉบับปลอม แต่ทางนำสืบและพยานหลักฐานรวมทั้งคำเบิกความของเกษมไม่มีข้อเท็จจริงใดที่ยืนยันว่า ณพ คุณหญิงฯ และสุภาพร เป็นผู้ปลอม มีส่วนเกี่ยวข้องในการลงลายมือชื่อ หรือนำมาใช้หรืออ้างชื่อใด ๆ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ,

คุณหญิงกอแก้ว เป็นภรรยาของอดีตอธิบดีกรมตำรวจ

“ดิฉันในวัย 70 ปี ครอบครัวอยู่อย่างสงบร่มเย็น และใช้ชีวิตอย่างสบาย ๆ ไม่ได้ต้องการอะไรใคร” คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา กล่าว

ภรรยาของอดีตอธิบดีกรมตำรวจ พล.ต.อ.พจน์ บุณยะจินดา เปิดใจด้วยคำพูดของตัวเธอเอง ถึงการช่วยเหลือลูกเขย คือ ณพ ด้านการลงทุนในบริษัท WEH “เขาเป็นพ่อของหลานสองคน และสามีของลูกสาว วันนั้น ไม่มีใครให้ความช่วยเหลือเขาเลย ไม่มีใครอยากยุ่งกับบริษัทนี้… ถ้าดิฉันไม่ได้ซื้อหุ้นวินด์ (WEH) ไว้ ธนาคารไทยพาณิชย์ก็ไม่ให้สินเชื่อ”

แต่เมื่อเวลาผ่านไป บริษัทเริ่มทำรายได้เป็นจำนวนมหาศาล จากการผลิตไฟฟ้า กลายเป็น “คดีความต่าง ๆ การกล่าวหา ก็ตามมา เพื่ออยากได้หุ้น” และ “ดิฉันไม่ได้โกง และไม่ได้ปลอมลายเซ็นใครอย่างที่กล่าวหา”

ศึกในตระกูล “ณรงค์เดช” ที่ยังร้าวฉาน

ฟากฝั่งของครอบครัวณรงค์เดชนั้น ชี้ว่า เมื่อต้นปี 2558 ณพสนใจใน WEH และชวนให้บิดา-พี่ชาย-น้องชาย ไปเข้าซื้อหุ้นด้วย โดยมี ณพ เป็นตัวแทนเจรจา ต่อมา เมื่อ นพพร ฟ้องร้องและครอบครัวณรงค์เดชทราบว่า มีการโอนหุ้นต่อเป็นทอด ๆ จึงกล่าวหา ณพ ว่าใช้เอกสารที่มาจากการ “ปลอมลายมือชื่อ” เพื่อเปลี่ยนผู้ถือหุ้น GML (ถือหุ่น WEH) ให้คุณหญิงกอแก้ว มาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่แทน ดร.เกษม นำมาสู่ศึกระหว่างตระกูลณรงค์เดชและบุณยะจินดา

แต่ในมุมของ ณพ เขายอมรับว่า ไปชวนพี่น้องเข้าลงทุนใน WEH จริง แต่กลับได้รับคำตอบว่า “เพ้อฝัน” เขาจึงเดินหน้าจัดหาเงินทุนทั้งหมดด้วยตัวเอง เพราะเชื่อมั่นในอนาคตของธุรกิจนี้ แต่พอเข้ามาบริหารจนมีผลกำไรจ่ายเงินปันผลได้ “พี่น้องกลับต้องการขอแบ่งหุ้น”

ที่มาของภาพ, HANDOUT/ประชาชาติธุรกิจ

คำบรรยายภาพ,

จากซ้ายไปขวา นายกฤษณ์ ณรงค์เดช พี่ชาย, นายเกษม ณรงค์เดช บิดา, นายกรณ์ ณรงค์เดช น้องคนเล็ก และขวาสุด คือ คุณหญิงกอแก้ว บุญยะจินดา

“นายกฤษณ์และนายกรณ์ ไปยื่นฟ้องผมที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เพื่อบังคับให้ผมโอนหุ้น บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี ให้เขาทั้งสองคนรวมกัน 49% แบบฟรี ๆ โดยอ้างว่าได้ร่วมลงทุนด้วย” เขากล่าว พร้อมเปิดเผยว่า อันที่จริง กฤษณ์ ถูกเขาฟ้องฐานไม่ยอมแบ่งทรัพย์มรดกจากมารดาที่ระบุในพินัยกรรม จนล่าสุด ศาลตัดสินว่าผิดกฎหมาย และลงโทษจำคุกนายกฤษณ์ 12 เดือน แบบไม่รอลงอาญา

“ผมจึงถูกบีบบังคับด้วยสถานการณ์ ให้ต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน เพื่อที่จะสามารถสรุปได้ชัดเจนว่า ใครกันแน่ที่โกง” ณพ ระบุ

แต่แม้ศึกภายในตระกูล จะเกิดการฟ้องร้อง ความร้าวฉาน ถึงขั้นครอบครัวณรงค์เดช ตัดขาดความสัมพันธ์กับ ณพ แต่ ณพ ยังคงยืนกรานว่า “รัก” บิดา คือ นายเกษมไม่เปลี่ยนแปลง

“ผมและลูก ๆ จะพยายามเข้าไปพบคุณพ่อที่บ้านหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับโอกาสให้เข้าไปกราบคุณพ่อเลย เพราะความขัดแย้งของพี่น้อง ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นเลยในครอบครัวของเรา ผมและหลาน ๆ ยังคงรัก และเคารพคุณพ่ออย่างสูงเช่นเดิม และยังคงเฝ้ารอโอกาสที่จะได้เข้าไปกราบคุณพ่อเสมอครับ” ณพ กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือเล็กน้อย แบบเปี่ยมความรู้สึก



Source link